ความรู้พื้นฐาน

  • ความรู้พื้นฐาน
  • คู่สกุลเงิน (Currency Pair)

    สกุลเงิน หมายถึง สิ่งที่ประเทศต่างๆกำหนดสกุลเงินตัวเองขึ้น สกุลเงินที่นิยมมากที่สุดในการลงทุนมีอยู่ 8 สกุลเงิน (ดอลลาร์สหรัฐ,ยูโร,เยน,ปอนด์,ฟรังก์สวิส,ดอลลาร์แคนาดา,ดอลลาร์ออสเตรเลีย,ดอลลาร์นิวซีแลนด์) โดยสกุลเงินเหล่านี้จะนับเป็นสกุลเงินหลัก ส่วนสกุลเงินอื่นๆ ทั้งหมดนั้น จะถูกเรียกว่าสกุลเงินสำรอง
    คู่สกุลเงิน คือ ใบเสนอราคาที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนของ 2 สกุลเงิน ตัวอย่างเช่น EUR/USD (ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐฯ)

  • การค้าโดยตรง (Direct Trade)

    ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ สกุลเงินของประเทศมีการเปลี่ยนแปลงโดยตรงกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กล่าวให้เข้าใจง่ายๆว่า ความเชื่อมโยงกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐโดยตรงทั้งหมดเรียกว่าการค้าโดยตรง เช่น EUR/USD(ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ),USD/CAD(ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์แคนาดา) เป็นต้น

  • คู่เงินที่ไม่มีสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯเข้ามาเกี่ยวข้องหรือการเทรดในลักษณะข้ามชาติ (CROSS PAIR or CROSS TRADE)

    คู่เงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุลเงินโดยไม่มีหน่วยดอลลาร์สหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น EUR/GBP(ยูโร/ปอนด์), GBP/JPY(ปอนด์/เยน)

  • อัตราการแลกเปลี่ยน (Exchang Rate)

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FXRate, Foreign Exchange Rate) คือ ราคาของสกุลเงินในประเทศนั้นๆ เช่นอัตราแลกเปลี่ยน USD/CHF คือ 1.002 หมายความว่าหนึ่งดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 1.022 ฟรังก์สวิส

  • บิ๊กฟิกเกอร์ (Big Figure Quote)

    บิ๊กฟิกเกอร์ หมายถึง ตำแหน่งเลขของอัตราแลกเปลี่ยน ตำแหน่งเลขเหล่านี้จะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงในความผันผวนของตลาด ดังนั้นจึงมักถูกละเว้นจากใบเสนอราคาของนักเทรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่นอัตราแลกเปลี่ยน USD/JPY คือ 107.30/107.35 แต่เมื่อตลาดได้ประกาศราคาจะไม่มีตำแหน่งเลข 3 ตัวแรก โดยประกาศเพียง 30/35 เท่านั้น

  • อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed Exchange Rate)

    อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ขึ้นอยู่กับสกุลเงินของราคาทองคำเป็นหลัก โดยทำให้เกิดอัตราส่วนคงที่ระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนทองคำขาเข้าและขาออก อัตราแลกเปลี่ยนนี้ถูกควบคุมโดยการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำหรือหน่วยงานทางการเงินซึ่งอยู่ภายใต้ความควบคุมทางกฎหมายของการผันผวนทางการเงิน ดังนั้นอัตราการผันผวนจึงถือว่ามีความเสถียร อัตราแลกเปลี่ยนมีความคงที่ โดยทั่วไปความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะจำกัดอยู่ในช่วงของอัตราแลกเปลี่ยน

  • อัตราการแลกเปลี่ยนลอยตัว (Floating Exchange Rate)

    อัตราการแลกเปลี่ยนลอยตัว หมายถึง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุปสงค์และอุปทานของสกุลเงินในตลาด และสามารถขึ้นและลงได้อย่างอิสระ รัฐบาลของประเทศต่างๆและธนาคารกลางไม่ได้กำหนดข้อจำกัดในหลักการและไม่ถือว่าเป็นภาระผูกพันในการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน อัตราแลกเปลี่ยนเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวและเริ่มขึ้นหลังจากวิกฤตเงินดอลลาร์รุนแรงขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระหว่าง 2 สกุลเงิน (Cross Rate)

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระหว่าง2สุกลเงิน หมายถึง หลังจากที่มีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนขั้นพื้นฐาน อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินท้องถิ่นกับสกุลเงินต่างประเทศสามารถคำนวณผ่านอัตราแลกเปลี่ยนขั้นพื้นฐานได้ สิ่งที่ได้คืออัตราแลกเปลี่ยนข้ามหรือที่เรียกว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนด (หรือเรียกว่า CROSS TRADE การเทรดในลักษณะข้ามประเทศได้เช่นกัน) การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศมักเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมในสกุลเงินดอลลาร์ที่ไม่ใช่ 2 สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ราคาในตลาดการเงินระหว่างประเทศส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯเทียบกับสกุลเงินอื่นโดยจำเป็นต้องปรับอัตราแลกเปลี่ยน

  • อัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมระหว่างธนาคาร(Inter-Bank Rate)

    อัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมระหว่างธนาคาร หมายถึง อัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมระหว่างธนาคาร หรือ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างธนาคาร หมายถึง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระหว่างธนาคารที่สูงกว่าอัตราซื้อและต่ำกว่าอัตราการขาย โดยทั่วไปแล้วราคากลางระหว่าง2 ธนาคารนั้น ธนาคารแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจะหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนของลูกค้า หลังจากเพิ่มจำนวนเงินที่แตกต่างกันไประหว่างอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างธนาคาร ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารนั้น คือ ราคาส่งและอัตราแลกเปลี่ยนของลูกค้าคือราคาปลีก

  • ค่าเงินพื้นฐานและค่าเงินอ้างอิง (Base Currency and Quoted Currency)

    ตามนิยามของอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จะแสดงรูปของจำนวนสกุลเงินมาตรฐานที่สามารถแลกเปลี่ยนได้กับราคาต่อหน่วยของสกุลเงินมาตรฐาน นั่นคือจำนวนเงินคงที่สกุลเงินภายใต้วิธีการต่างๆที่เรียกว่า (BASE CURRENCY ค่าเงินพื้นฐาน) และสกุลเงินที่มีการเปลี่ยนแปลงปริมาณเป็นสกุลเงินของราคาในรายการ (QUOTED CURRENCY ค่าเงินอ้างอิง) เช่น ราคา EUR/USD (ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ) จะแสดงเป็นจำนวนเงิน 1 ยูโรเท่ากับกี่ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นสกุลเงินพื้นฐานคือ EUR(ยูโร) และสกุลเงินที่ใช้อ้างอิงคือ USD(ดอลลาร์สหรัฐ)

  • การเสนอราคาโดยตรง (Direct Quotation)

    การเสนอราคาโดยตรงหรือสามารถเรียกได้อีกแบบว่าราคาที่ต้องชำระ หมายถึง มีการใช้หน่วยเงินตราต่างประเทศ (หน่วยเงินปกติคือ 1) เป็นมาตรฐานในการคำนวณราคาที่เสนอในสกุลเงินของประเทศ นั่นคือสกุลเงินของประเทศที่ถูกใช้เป็นสกุลเงินโดยจะใช้เป็นสกุลเงินหลักในใบเสนอราคา และสกุลเงินต่างประเทศ ประเทศส่วนใหญ่ในโลกใช้การเสนอราคาโดยตรง เช่น USD/JPY 113.307 ซึ่งหมายความว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐฯเท่ากับ 113.307 เยน

  • การเสนอราคาทางอ้อม (Indirect Quotation)

    การเสนอราคาทางอ้อมหรือเรียกอีกแบบว่าราคาเสนอซื้อซึ่งระบุว่าใบเสนอราคาของสกุลเงินต่างประเทศ เมื่อต้องการคำนวณควรคำนวณตามสกุลเงินต่างประเทศ(โดยปกติคือ 1) นั่นคือสกุลเงินของประเทศถูกใช้เป็นสกุลเงินหลักและสกุลเงินต่างประเทศใช้เป็นสกุลเงินของใบเสนอราคา เช่น GBP/USD 1.06025 ซึ่งหมายถึง ปอนด์เป็น 1.06025 ดอลลาร์สหรัฐฯ

  • การแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate)

    การแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย หมายถึง การแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยและอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในจำนวนเดียวกันของจำนวนเงินที่มีจำนวนเงินเท่ากันจำนวนหนี้ที่เท่ากัน (เงินต้นเดียวกัน) และระยะเวลาครบกำหนดเดียวกัน การแลกเปลี่ยนนี้เป็น 2 ฝ่าย เช่น A กับอัตราดอกเบี้ยคงที่เพื่อแลกเปลี่ยนกับอัตราดอกเบี้ยลอยตัวของฝ่าย B ฝ่าย B ในอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเพื่อแลกกับอัตราคงที่ของฝ่าย A เรียกได้ว่าเป็นการแลกกัน วัตถุประสงค์คือลดต้นทุนและความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย

  • การแปลงสภาพสกุลเงิน (Currency Swap)

    การแลกเปลี่ยนสกุลเงินหรือการแปลงสภาพสกุลเงิน หมายถึง การแลกเปลี่ยนเงินทุนตราสารหนี้ที่มีระยะเวลาเท่ากัน และวิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ยแบบเดียวกัน แต่มีสกุลเงินต่างกัน ในขณะเดียวกันยังมีดำเนินการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสำหรับจำนวนดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน กล่าวให้เข้าใจโดยง่ายว่าการแลกเปลี่ยนเงินระหว่าง 2 สกุลเงินคือสกุลเงินหนี้สินและความสัมพันธ์ระหว่างหนี้สินไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง

  • การรับประกันในสกุลเงิน (Currency Warrant)

    ปัจจุบันมี 6 สกุลเงินที่มีอยู่ในตลาด ได้แก่ AUD/USD (ดอลลาร์ออสเตรเลีย/ดอลลาร์สหรัฐ), USD/JPY(ดอลลาร์สหรัฐ/เยน)ของใบรับรองการซื้อ(C) ใบรับรองการขาย(P)ให้เลือก เช่น USYEN@EC809 US ย่อมาจากดอลลาร์สหรัฐฯและ YEN ย่อจากเยน c เพื่อการคาดการณ์ราคาซื้อ หากใบรับรองการซื้อคาดการณ์ว่าดอลลาร์สหรัฐฯจะแข็งค่า ราคาเงินเยนจะอ่อนค่าลง ใบรับรองการขายคาดการณ์ราคาดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงและราคาเยนแข็งค่าขึ้น การคาดการณ์ราคาใดๆในช่วงเวลานั้นๆ หมายถึงการคาดการณ์ราคาแข็งตัวซึ่งโดยทั่วไปอีกฝั่งจะอ่อนตัวลง

  • ทฤษฎีต้นทุนธุรกรรม (Transaction Costs)

    ความแตกต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายเป็นค่าใช้จ่ายรอบการเทรด รอบการเทรดหมายถึงจำนวนทุนที่มีความเท่ากัน สกุลเงินที่เท่ากันโดยการทำธุรกรรมของผู้ซื้อ (หรือผู้ขาย) ในการทำธุรกรรมที่หักล้างของการขาย (หรือการซื้อ) ตัวอย่าง EUR/USD ในตารางที่ 4.1 ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมเป็น 3 จุด สูตรคำนวณต้นทุนการทำธุรกรรมคือ ต้นทุนการทำธุรกรรม = ราคาขาย–ราคาซื้อ

  • ดอกเบี้ยที่ถูกจ่ายเพื่อรักษาตำแหน่งข้ามคืน (ROLLOVER)

    การส่งแบบ ROLLOVER คือ กระบวนการขยายวันที่ส่งมอบเดิมของการเทรดกลับไปเป็นวันอื่น ต้นทุนของกระบวนการนี้จะพิจารณาจากความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของทั้ง 2 สกุลเงิน

    การใช้เงินประกันมาร์จิ้น (MARGIN) ทำการเทรดจะสามารถทำให้คุณมีกำลังซื้อมากขึ้น หากบัญชีเงินประกันมาร์จิ้น (MARGIN) ของคุณมี 2,000 ดอลลาร์สหรัฐและมี เลเวอเรจสูงสุดคือ 100:1 คุณสามารถเทรดได้สูงสุดถึง 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพราะคุณต้องจ่ายเงินเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อเป็นหลักประกัน กล่าวโดยง่ายคือคุณมีกำลังซื้อเท่ากับ 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ

  • คู่สัญญา (Counterparty)

    ในการเทรดFOREX เมื่อต้องการซื้อสินค้าต้องมีคนขายสินค้าที่เราต้องการในเวลาเดียวกันกับเวลาที่เราต้องการทำการสั่งซื้อการเทรดถึงจะสำเร็จ ในขณะเดียวกันการเทรดสามารถบรรลุความสัมพันธ์อุปสงค์และอุปทานในรูปแบบสภาพคล่องระหว่างคู่สัญญาได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเมื่อคุณทำเงินได้คู่สัญญาก็จะเสียเงิน แต่เมื่อคุณเสียเงินคู่สัญญาก็จะทำเงินได้ เมื่อโบรกเกอร์ได้กลายเป็นลูกค้าคู่สัญญาก็จะเป็นแบบ B-BOOK เมื่อผู้ให้บริการสภาพคล่องที่เหนือกว่าของโบรกเกอร์ : ธนาคารขนาดกลาง ธนาคารผู้ให้บริการด้านการตลาด ฯลฯ เป็นคู่สัญญาของลูกค้านั้นจะเป็นแบบ A-BOOK

  • A-BOOK และ B-BOOK คืออะไร?

    B-BOOK คือ เมื่อโบรกเกอร์กลายเป็นลูกค้าคู่สัญญา ส่วนA-Book คือ เมื่อผู้ให้บริการด้านสภาพคล่องที่เหนือกว่าของโบรกเกอร์: ธนาคารขนาดกลาง ธนาคารผู้ทำหน้าที่ของธนาคารเป็นต้นจะกลายเป็นคู่สัญญาของลูกค้า

  • การเทรดล่วงหน้า (Pending Order)

    การเทรดล่วงหน้า หมายถึง หลังจากที่ลูกค้าระบุสกุลเงินของการเทรด จำนวนเงินและราคาเป้าหมายของการเทรด เมื่อใบเสนอราคาถึงจุดที่กำหนดหรือสูงกว่าราคาที่ลูกค้ากำหนดไว้ในคำสั่งซื้อของลูกค้า ใบเสนอราคานั้นจะถูกดำเนินการการเทรดให้เสร็จสิ้น ราคาซื้อขายของการสั่งซื้อจะเป็นราคาเสนอซื้อของธนาคารทันที ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนของคำสั่งที่รอดำเนินการควรจะดีกว่าอัตราแลกเปลี่ยนแบบเรียลไทม์ของธนาคาร มิฉะนั้นการทำซื้อขายจะขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนแบบเรียลไทม์ คำสั่งซื้อนั้นจะมีผลในวันเดียวกันโดยก่อนที่ลูกค้าจะทำการเทรดลูกค้าสามารถถอนคำสั่งซื้อด้วยความสมัครใจได้ แต่หลังจากที่ลูกค้าดำเนินคำสั่งการเทรดไปแล้วจำนวนคำสั่งซื้อที่รอดำเนินการจะถูกระงับทันทีและจำนวนเงินนี้ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อการชำระเงินหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆในช่วงวันที่ซื้อขายได้ เว้นแต่จะยกเลิกการเทรด
    ประเภทคำสั่งซื้อมี 4 ประเภท ดังต่อไปนี้ :
    1) SELL STOP: หยุดการขาดทุนของการขายออก
    หากคุณเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลงไปที่ตำแหน่งราคา X และกำหนดแนวโน้มมีท่าทางลดลงอย่างต่อเนื่อง คุณสามารถขายที่จุดราคา X และเมื่อแนวโน้มราคาได้มาถึงจุดราคา X ระบบจะทำการเทรดโดยอัตโนมัติ
    2) BUY STOP: หยุดการขาดทุนของการซื้อเข้า
    หากคุณเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ในช่วงขาขึ้นไปที่ระดับราคา X และมีแนวโน้มที่ราคาจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณสามารถทำการซื้อที่จุดราคา X เมื่อแนวโน้มราคาได้มาถึงจุดราคา X ระบบจะทำการเทรดโดยอัตโนมัติ
    3)SELL LIMIT: การกำหนดราคาขายออก
    ถ้าคุณเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะปรับตัวลดลงหลังจากที่ราคาเพิ่มขึ้นเป็นราคา X นั้น คุณสามารถขายที่จุดราคา X เมื่อราคาอยู่ในช่วงขาลงถึงตำแหน่งราคา X ระบบจะทำการเทรดโดยอัตโนมัติ
    4)BUY LIMIT: การกำหนดราคาซื้อเข้า
    หากคุณเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่ราคาอยู่ในช่วงขาลงไปถึงราคา X คุณสามารถทำการซื้อที่จุดราคา X เมื่อราคามาแตะที่ระดับราคา X ระบบจะทำการเทรดโดยอัตโนมัติให้ทันที

  • ส่วนต่างของราคาที่คาดว่าจะได้จากการเทรดและราคาจริงๆที่ได้จากการดำเนินการคำสั่ง SLIPPAGE

    SLIPPAGE หมายถึง ปรากฏการณ์การเทรดหรือรายการใบสั่งซื้อที่รอดำเนินการมีความแตกต่างระหว่างราคาตามใบสั่งซื้อจริงกับราคาที่กำหนดไว้ เนื่องจากการเทรดผ่านอินเทอร์เน็ตจะมีการหลีกเลี่ยง นักลงทุน – เซิร์ฟเวอร์ – ธนาคารส่วนกลาง ครั้งเดียวหรือแม้กระทั่งการยืนยันราคาหลายครั้งก็จะทำให้เกิด SLIPPAGE ขึ้นได้ และในเวลาเดียวกันการขาดสภาพคล่องในภาวะตลาดที่รุนแรงและการประกาศข้อมูลขนาดใหญ่ยังเป็นสาเหตุของการเกิดSLIPPAGE ได้อีกด้วย

OriginECN APP

ครอบคลุมการบริการ ดำเนินการเทรดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ดาวน์โหลดทันที่