ความรู้ทางเทคนิค

  • ความรู้ทางเทคนิค
  • โครงสร้างระบบเซิร์ฟเวอร์ของ Origin ECN
  • เส้นความผันผวนของอัตราการถ่วงน้ำหนักเฉลี่ย (MACD)

    เส้นความผันผวนของอัตราการถ่วงน้ำหนักเฉลี่ย (เรียกสั้นๆว่า ตัวชี้วัดMACD)หรือเรียกอีกอย่างว่า ตัวบ่งชี้ของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ตามหลักโครงสร้างของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ การปิดราคาตลาดดำเนินการซื้อขายอย่างราบเรียบ การคำนวณหลังจากคำนวณค่าเฉลี่ย เป็นตัวชี้วัดเทรนด์หรือแนวโน้มประเภทหนึ่ง

    MACD มีวิธีใช้ 2 แบบคือ:
    การใช้ประโยชน์จากสัญญาณ - กลยุทธ์สัญญาณบ่งบอกราคาหุ้นเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาขึ้นระยะยาว (Golden Cross) /สัญญาณบ่งบอกราคาหุ้นเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลงระยะยาว (Dead Cross)

    คือการที่ราคาขึ้นและลง เมื่อเป็นตลาดกระทิงแนวโน้มเป็นขาขึ้นระยะยาวให้ซื้อ เมื่อเป็นตลาดหมีแนวโน้มเป็นขาลงระยาวให้ขาย

    การใช้ประโยชน์จากความผกผันของตลาด - กลยุทธ์เบี่ยงเบนจุดสูงสุดต่ำสุด

    คือการซื้อที่จุดต่ำสุดและขายที่จุดสูงสุด จุดสูงสุดจะมีการเบี่ยงเบนเมื่อเป็นการขายระยะสั้น จุดต่ำสุดจะมีการเบี่ยงเบนเมื่อเป็นการซื้อระยะยาว

  • RSI ดัชนีวัดความเร็วในการเคลื่อนไหวและทิศทางของราคาหุ้น(RELATIVE STRENGTH INDEX เรียกสั้นๆว่า RSI)

    ดัชนีวัดความเร็วในการเคลื่อนไหวและทิศทางของราคาหุ้น (RSI) คือการเปรียบเทียบกำไรจากการทำกำไรโดยเฉลี่ยในช่วงเวลาหนึ่งกับการปิดราคาโดยเฉลี่ยมาวิเคราะห์แนวโน้มราคาซื้อและกำลังซื้อในตลาด ทำให้เกิดแนวโน้มที่เป็น Trend ตลาดในอนาคต

    1)จำกัดโดยสูตรการคำนวณ ไม่ว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ค่าดัชนีวัดความเร็วในการเคลื่อนไหวและทิศทางของราคาหุ้น จะอยู่ในระหว่าง 0 ถึง 100

    ค่าดัชนีวัดความเร็วในการเคลื่อนไหวและทิศทางของราคาหุ้นรักษาระดับที่แสดงว่าตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้นสูงถึง 50 ในทางกลับกันต่ำกว่า 50 หมายถึงตลาดขาลง

    ตัวชี้วัดความแข็งตัวและอ่อนตัวผันผวนมากอยู่ระหว่าง 70 ถึง 30 เมื่อ RSI เพิ่มขึ้นถึง 80 แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นเกิดปรากฎการณ์การซื้อเกิน หากยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกิน 90 ขึ้นไป นั่นหมายความว่าไปถึงจุดเตือนภัยการซื้อที่เกินจำนวน ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นและมีแนวโน้มที่จะพลิกกลับในช่วงเวลาสั้น ๆ

    เมื่อ RSI ลดลงถึง 20 แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นมีการขายเกิน หากยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องจนน้อยกว่า 10 นั่นหมายความว่าไปถึงจุดเตือนภัยการขายที่เกินจำนวน ราคาหุ้นอาจมีโอกาสฟื้นตัวขึ้น
    มูลค่าการขายเกินของหุ้นแต่ละประเภทแตกต่างกัน ก่อนที่ทางเราจะดำเนินการเลือกซื้อ/ขายหุ้นตัวหนึ่ง จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจเพื่อหาระดับซื้อ/ขายเกินราคาของหุ้น สำหรับการวัดระดับซื้อ/ขายเกินราคาของหุ้น ทางเราอ้างอิงถึงตัวชี้วัด RSI ของหุ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา
    เมื่อตัวชี้วัด RSI ขึ้นราคาหุ้นจะลดลงแทน หรือเมื่อตัวชี้วัด RSI ลดลงและราคาหุ้นสูงขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวเรียกว่า "ช่วงราคาเคลื่อนไหวไม่เป็นไปในรูปแบบเดียวกับตัวชี้วัด" เมื่อ RSI ขึ้นจาก 70 ถึง 80 ราคาถูกหักและ RSI ไม่สามารถตัดส่วนบนได้ และเมื่อตัวชี้วัด RSI ลงลงจาก 30 ถึง 20 ราคาถูกหักและ RSI ไม่สามารถตัดส่วนล่างได้จะเรียกว่า "ช่วงราคาเคลื่อนไหวต่ำไม่เป็นไปในรูปแบบเดียวกับตัวชี้วัด" ตัวชี้วัด RSI และราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลง ผลจากการเบี่ยงเบนปรากฏการณ์ โดยทั่วไปมักจะถูกคิดว่าตลาดกำลังมีสัญญาณการกลับรายการที่สำคัญ

  • KDJ ดัชนีสโตแคสติก

    สร้างโดย George C.Lane ตัวชี้วัดนี้รวบรวมแนวคิดของโมเมนตัม ดัชนีวัดความเร็วในการเคลื่อนไหวและทิศทางของราคาหุ้นและข้อดีของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ใช้เพื่อวัดระดับความแปรผันของราคาหุ้นจากช่วงราคาปกติ

    ตัวบ่งชี้ KDJ พิจารณาไม่เพียงแต่ราคาปิดตลาด จะรวมถึงราคาสูงสุดและต่ำสุดของราคาในช่วงนี้ หลีกเลี่ยงจุดอ่อนที่ไม่สนใจความผันผวนที่เกิดขึ้นจริงโดยการพิจารณาเฉพาะราคาปิดตลาด ดัชนีสโตแคสติก (KDJ) โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับหลักการของสถิติ ราคาสูงสุดที่เกิดขึ้นในรอบบัญชีหนึ่ง ๆ (โดยปกติ 9 วัน 9 สัปดาห์เป็นต้น) ราคาต่ำสุดและราคาปิดตลาดของรอบการคำนวณครั้งล่าสุด และสัดส่วนระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างสามสิ่งนี้ คำนวณค่าสุ่ม RSV ที่ยังไม่สมบูรณ์มาของการคำนวณในช่วงเวลาครั้งก่อน จากนั้นคำนวณค่า K ค่า D และ J ตามวิธีการค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และวาดกราฟเพื่อตัดสินแนวโน้มของหุ้น

    ดัชนีสโตแคสติก (KDJ) เป็นราคาสูงสุด ราคาต่ำสุดและราคาปิดตลาดที่ถูกนำมาคำนวณเป็นสถิติพื้นฐาน ได้เป็นค่า K, ค่า D และค่า J มาแยกจุดที่เกิดขึ้นบนพิกัดของตัวชี้วัด เชื่อมต่อจุดดังกล่าวมากมายจนสมบูรณ์ ตัวบ่งชี้ KDJ ที่สามารถสะท้อนความผันผวนของราคา โดยส่วนใหญ่ใช้ความผันผวนของราคาจริงมาสะท้อนความแข็งความอ่อนของราคาและปรากฏการณ์การซื้อ/ขายเกิน ราคายังไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงก่อนที่จะออกสัญญาณของเครื่องมือทางเทคนิคการเทรด ในกระบวนการออกแบบส่วนใหญ่เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิดตลาด ขณะเดียวกันยังรวมถึงแนวคิดโมเมนตัม ดัชนีวัดความเร็วในการเคลื่อนไหว ทิศทางของราคาหุ้น ข้อดีของราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ ดังนั้นจึงสามารถตัดสินใบเสนอราคาได้ง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากเส้น KDJ โดยพื้นฐานเป็นแนวคิดของความผันผวนแบบสุ่มการจับแนวโน้มของตลาดในระยะสั้นจึงมีความถูกต้องมากขึ้น

  • ตัวชี้วัด BOLL - เส้น BOLLINGER BANDS

    ตัวชี้วัด BOLL เป็นดัชนีการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่เรียบง่ายและเป็นประโยชน์ซึ่งได้รับการออกแบบโดยนักวิเคราะห์ตลาดอเมริกัน John Brin ตามหลักการเบี่ยงเบนมาตรฐานในสถิติ กล่าวโดยทั่วไป คือการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นมักจะเคลื่อนไปรอบๆศูนย์ค่าที่กำหนดเสมอ (เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เส้นค่าใช้จ่าย ฯลฯ ) ภายในช่วงที่กำหนดตัวชี้วัด BOLLINGER BANDS จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขข้างต้น การแนะนำแนวคิด "ช่องราคาหุ้น" ระบุว่าความกว้างของช่องราคาหุ้นว่ามีการเปลี่ยนแปลงตามขนาดความผันผวนของราคาหุ้น และช่องทางด้านราคามีความแปรปรวนที่จะปรับตามความเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นโดยอัตโนมัติ เนื่องจากความยืดหยุ่น ลักษณะใช้งานง่ายและเทรนด์ตัวชี้วัดของ BOLL ก็จะค่อยๆกลายเป็นตัวชี้วัดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาดของนักลงทุน

    ในบรรดาตัวชี้วัดการวิเคราะห์ทางเทคนิคทั้งหลาย ตัวบ่งชี้ BOLL เป็นตัวบ่งชี้ชนิดพิเศษ ตัวชี้วัดทางเทคนิคส่วนใหญ่ล้วนถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีเชิงปริมาณ ไม่ได้พึ่งพาแนวโน้มการวิเคราะห์และการวิเคราะห์ส่วนประกอบ ตัวชี้วัด BOLL มีการเชื่อมโยงกับรูปแบบและแนวโน้มราคาหุ้นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ตัวบ่งชี้ BOLL ในแนวคิด "ช่องทางการกำหนดราคา" คือการแสดงออกของทฤษฎีแนวโน้มราคาหุ้นที่ใช้งานได้ง่าย BOLL ใช้ "ช่องทางการกำหนดราคา" เพื่อแสดงราคาต่างๆของราคาหุ้น เมื่อความผันผวนของราคาหุ้นมีน้อย ช่องหุ้นจะแคบลง ซึ่งอาจบ่งชี้ได้ว่าความผันผวนของราคาหุ้นอยู่ในช่วงเวลาที่เงียบสงบชั่วคราว เมื่อราคาหุ้นปรับตัวสูงกว่าขีดจำกัดบนของช่องราคาหุ้นที่แคบ แสดงให้เห็นว่าความผันผวนของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เริ่มเพิ่มขึ้น เมื่อราคาหุ้นมีความผันผวนเกินกว่าความแคบของช่องราคาหุ้นที่แคบ ก็หมายความว่ามีแนวโน้มลดลงอย่างผิดปกติของราคาหุ้นจะเริ่มเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    นักลงทุนมักประสบกับกับดักทางการค้าที่พบมากที่สุด 2 ประเภท 1 คือกับดักหมี หลังจากที่นักลงทุนเปิดโพสิชั่นในตำแหน่งที่ต่ำราคาหุ้นไม่เพียงแต่ไม่หยุดตกแต่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง 2 คือกับดักกระทิง หลังจากขายหุ้นได้ที่จุดสูงสุด ราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้น BOLLINGER BANDS ใช้ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ เชื่อว่าในตลาดทุกประเภทจะมีการโต้ตอบกัน การเปลี่ยนทั้งในตลาดและระหว่างตลาดล้วนสัมพันธ์กัน ไม่มีความแน่นอน ราคาหุ้นสูงต่ำมีคามสัมพันธ์กัน ราคาหุ้นที่อยู่เหนือเส้นหรือต่ำกว่าเส้นจะสะท้อนให้เห็นว่าราคาหุ้นค่อนข้างสูงหรือต่ำเท่านั้น นักลงทุนยังต้องอ้างอิงตัวชี้วัดทางเทคนิคอื่นๆ รวมถึงราคาและปริมาณ ตัวชี้วัดทางจิตวิทยา ดัชนีที่คล้ายคลึงกัน ข้อมูลที่เชื่อมโยงระหว่างตลาด และอื่นๆก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน กล่าวคือช่องราคาหุ้นในตัวบ่งชี้ BOLL มีบทบาทสำคัญในการทำนายเทรนด์ของสภาพตลาดในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือวิเคราะห์สำหรับตัวบ่งชี้ Bollinger Bands โดยเฉพาะ

  • ตัวชี้วัด CCI

    ในภาษาอังกฤษเรียกว่า "Commodity Channel Index"เป็นตัวชี้วัดรุ่นแรกๆที่ใช้ในตลาดอนุพันธ์ หลังจากที่ใช้ตลาดหุ้นในการตัดสิน และมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย มีความแตกต่างจากตัวบ่งชี้การวิเคราะห์ทางเทคนิคต่างๆที่คิดค้นสำหรับราคาปิดตลาด ราคาเปิดตลาด ราคาสูงสุด หรือราคาต่ำสุดของหุ้น มีเทคนิคที่แตกต่างกัน ตัวชี้วัด CCI ใช้หลักการทางสถิติ ใช้หลักการระดับความเบี่ยงเบนของช่วงเวลาระหว่างราคาเสนอซื้อกับช่วงราคาเฉลี่ยของช่วงราคาคงที่ เน้นความสำคัญของการประมาณค่าเบี่ยงเบนค่าเฉลี่ยของราคาหุ้นในการวิเคราะห์ทางเทคนิคของตลาดหุ้น เป็นตัววิเคราะห์ทางเทคนิคที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ตัวหนึ่ง

    ในบรรดาตัวชี้วัดการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้ทั่วไป CCI เป็นตัวชี้วัดที่แปลกที่สุด ตัวชี้วัด CCI ไม่มีข้อจำกัดในพื้นที่ และเปลี่ยนแปลงกันไประหว่างอินฟินิตี้บวกและลบ แต่ไม่เหมือนกับตัวชี้วัดตัวอื่นที่ไม่มีพื้นที่จำกัด CCI มีพื้นที่อ้างอิงทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง: +100 และ -100 ตามการวิเคราะห์ของตัวชี้วัดทั่วไป ช่วงการดำเนินงานของตัวชี้วัด CCI แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ +100 ขึ้นไปสำหรับโซนการขายเกิน (overbought) -100 ต่ำกว่าโซนการซื้อเกิน (oversold) +100 ถึง -100 ระหว่างบริเวณที่ได้รับผลกระทบ แต่อย่างไรก็ตามความหมายทางเทคนิคของการดำเนินงานของตัวชี้วัดใน 3 ส่วนนี้แตกต่างจากคำจำกัดความของการซื้อเกินและขายเกินของตัวชี้วัดทางเทคนิคอื่นๆ ก่อนอื่นในระหว่างโซนที่มีความปั่นป่วน +100 ถึง -100 เป็นตัวบ่งชี้ที่มีความหมายโดยทั่วไป คำแนะนำที่ชัดเจนไม่สามารถระบุได้สำหรับการดำเนินงานของตลาดและหุ้นแต่ละราย ไม่สามารถอยู่ในตลาดที่กว้างขึ้นและการดำเนินงานของหุ้นเพื่อให้คำแนะนำที่ชัดเจน ดังนั้นจึงไม่ถูกต้องภายใต้สถานการณ์ปกติ กล่าวอีกนัยหนึ่งภายใต้สภาพราคาสินค้าปัจจุบันในตลาด ตัวชี้วัด CCI จะไม่ทำงาน เมื่อ CCI สแกนพบความผันผวนของหุ้นที่ผิดปกติจะทำการแก้ไขอย่างรวดเร็วโดยผลที่ออกมาแพ้ก็จะทำให้หยุดลงในทันที

  • ตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้ม ADX

    ตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้ม (ADX - Average Directional Indicator)เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำหรับวัดแนวโน้มที่ใช้กันทั่วไป เหมือนกับระบบแนวโน้ม (DMI)เขียนโดย Welles Wilder ใช้ในการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มระยะสั้นและผลรวมเพื่อหาแนวโน้มโดยเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น สามารถสะท้อนถึงจุดเปลี่ยนที่สูงและต่ำของแนวโน้มราคาหุ้น แต่ไม่สามารถควบคุมระดับกำไรได้ ดังนั้นความถี่ของสัญญาณจึงสูงมากและมีกำไรไม่แน่นอน มักใช้เพื่อช่วยในการระบบปฏิบัติการของตัวบ่งชี้ทางเทคนิคตัวอื่นๆ

    ADX ไม่สามารถบอกทิศทางของแนวโน้มได้ อย่างไรก็ตามหากมีแนวโน้มเกิดขึ้น ADX สามารถวัดความแรงของแนวโน้มได้ ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มที่สูงขึ้นหรือลดลง ADX ประมวนแล้วว่าเหมือนกันทั้งหมด ยิ่งการอ่านค่า ADX มากเท่าใดแนวโน้มที่เห็นได้ชัดมากขึ้นเท่านั้น เมื่อการวัดแนวโน้มมีความแข็งขึ้นคุณต้องเปรียบเทียบการอ่านค่า ADX ไปอีกสองสามวัน แล้วสังเกตว่า ADX กำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้า ADX เพิ่มขึ้น จะแสดงถึงแนวโน้มทีแข็งขึ้น หากเส้น ADX ตกลง นั่นหมายถึงแนวโน้มมีความอ่อนตัว เมื่อเส้น ADX โค้งขึ้นไป เมื่อเส้น ADX โค้งขึ้น แนวโน้มจะเริ่มแข็งแรงขึ้น มีแนวโน้มที่จะอยู่ต่อไป หากเส้น ADX โค้งลงมา แสดงว่าแนวโน้มเริ่มมีการอ่อนตัว เพิ่มโอกาสในการพลิกกลับ ในตัวชี้วัด ADX เนื่องจากตัวชี้วัดอยู่เบื้องหลังแนวโน้มของราคา จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดี ไม่เหมาะสำหรับใช้งานเดี่ยวๆได้ แต่ถ้าหากใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่นๆ ADX จะสามารถยืนยันได้ว่ามีแนวโน้มในตลาดหรือไม่ รวมถึงวัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มได้

  • ตัวชี้วัดโมเมนตัม MOMENTUM INDICATORS

    ตัวชี้วัดโมเมนตัมเรียกได้อีกอ่างว่าตัวชี้วัด MTM ชื่อเต็มในภาษาอังกฤษเรียกว่า "Momentum Index" เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคระยะสั้นที่เชี่ยวชาญด้านความผันผวนของราคาหุ้น ดัชนีโมเมนตัมมีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความเร็วของความผันผวนของราคาหุ้น ศึกษาความเร็วในกระบวนการความผันผวนของราคาหุ้นทุกรูปแบบ ศึกษาความเร็ว ความเฉื่อย และปรากฏการณ์ที่ราคาหุ้นเปลี่ยนจากคงที่เป็นมีการเคลื่อนไหวขึ้นลง หรือปรากฏการณ์ของความเคลื่อนไหวในกระบวนการผันผวนของราคาทุกรูปแบบ ทฤษฎีพื้นฐานของดัชนีโมเมนตัมคือความสัมพันธ์ระหว่างราคาและอุปสงค์และอุปทาน ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแล้วแต่เวลา จำเป็นต้องลดลงวันต่อวัน ความเร็วของการเปลี่ยนนแปลงค่อยๆช้าลง สภาพราคาปัจจุบันอาจตีกลับได้ ในทางตรงกันข้ามการลดลงก็ไม่แตกต่างกัน นี่คือการคำนวณความเร็วของความผันผวนราคาหุ้นของดัชนีโมเมนตัม จะได้เป็นสัญญาณของราคาหุ้นที่กำลังจะแข็งตัวขึ้นจนถึงจุดสูงสุดและเปลี่ยนเป็นอ่อนตัวลงผ่านสัญญาณที่ต่างกัน ตัวชี้วัดโมเมนตัมกลายเป็นเครื่องมือชี้วัดที่นักลงทุนต้องการ

    การเปลี่ยนแปลงความผันผวนของราคาหุ้นในความผันผวนอาจสะท้อนจากโมเมนตัมของเส้นโมเมนตัมรายวัน ในกราฟของดัชนีโมเมนตัม เส้นแนวนอนหมายถึงเวลา เส้นแนวตั้งแสดงถึงช่วงโมเมนตัม เลข 0 ศูนย์กลางของเส้นกึ่งกลาง นั่นคือความเร็วคงที่ พื้นที่เหนือเส้นกึ่งกลางของเส้นคือราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น พื้นที่ใต้เส้นกึ่งกลางของเส้นคือราคาหุ้นที่ตกลง เส้นโมเมนตัมจะหมุนกลับไปกลับมารอบๆเส้นกึ่งกลางตามสภาพความผันผวนของราคาหุ้น นั่นแสดงถึงความเร็วของความผันผวนของราคาหุ้น

  • เส้นมุม GANN FAN

    เส้นมุม Gann (Gann Fan) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อเส้น Gann เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่พบได้ทั่วไปสำหรับนักลงทุนในประเทศ แต่เนื่องจากเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเครื่องมือนี้ ทำให้ซอฟต์แวร์ไม่สามารถวิเคราะห์หุ้นจำนวนหนึ่งในเชิงลึกได้ ผู้ใช้ไม่มีทางที่จะไปสู่ตลาดที่มีประสิทธิภาพได้จากการชี้วัดของเส้น Gann ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นความน่าเสียดายอย่างหนึ่ง เส้นมุมเป็นส่วนที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มาประกอบกันเป็นทฤษฎี Gann มีผลการวิเคราะห์ที่เข้าใจง่าย เส้นแนวโน้มสำหรับการข้ามผ่านตามเส้นมุม สามารถช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถตัดสินแนวโน้มได้อย่างชัดเจน ดังนั้นเส้นมุมจึงเป็นชุดวิธีการวิเคราะห์อย่างหนึ่งที่ถูกและดี ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้โดยใช้เวลาเพียงไม่นาน

    เมื่อพูดถึงความหมายของเส้นมุม Gann ประกาศว่า "เมื่อรูปร่างของเวลาและจุดของราคากลายเป็นรูปสี่เหลี่ยม ตลาดที่กำลังดำเนินอยู่ก็จะถูกบังคับให้มาอยู่ใกล้สายตา" ชี้ให้เห็นว่าเส้นมุมไม่ใช่เส้นแนวโน้มในแง่ของความหมายทั่วไป ตามแนวคิดของเวลาและราคาสองมิติ ส่งเสริมการวิเคราะห์ที่ไม่เหมือนใคร มีนักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าเส้นมุมเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ของ Gann เปิดโลกว่าเวลากับราคาไม่สามารถปรับได้ แต่ไม่สามารถทั้งสองอย่างออกจากกันได้ จากมุมมองของการใช้งาน นี่คือทฤษฎีทางเทคนิคและเป็นส่วนที่มีมูลค่ามากที่สุด

    อย่างไรก็ตาม การสร้างเส้น Gann ต้องมีแนวคิดแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสอันหนึ่ง รูปร่างทั้งสี่ด้านเป็นสี่เหลี่ยม เส้นมุมปรากฏเป็น 45 องศาเป็นครึ่งหนึ่งของสี่เหลี่ยม ซึ่งแสดงเห็นถึงความสมดุลระหว่างเวลากับราคา หากนับตามเวลาของด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อราคาถึงจุดดุลยภาพนี้ในเวลาเดียวกัน ตลาดก็จะเกิดการทะลุแนวต้านอย่างมาก

    เส้น Gann สะท้อนถึงทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างราคาและเวลาของ Gann แนวคิดที่สำคัญที่สุดในทฤษฎี Gann คือความสัมพันธ์ระหว่างเส้น Gann กับการเคลื่อนไหวของเรา เส้น Gann กำหนดเวลาบนแกน x และราคาบนแกน y สัญลักษณ์ของเส้นแกนคือ "TxP" T คือเวลา P คือราคา

    เส้น Gann กำหนดการเคลื่อนไหวของราคาตามหน่วยเวลาและหน่วยราคา ทุกๆเส้นจะพิจารณาตามความสัมพันธ์ของเวลาและราคา ลากเส้น Gann ออกมาจากจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ชัดที่สุดจากกราฟ เส้นจะไขว้กัน ประกอบกันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเส้น Gann เส้น Gann ไม่เพียงแต่กำหนดช่วงเวลาและราคาที่อาจจะกลับตัวเท่านั้น แต่ยังสามารถบอกได้ว่าจะกลับตัวไปที่โพสิชั่นราคาใด เป็นความสามัคคีอันยอดเยี่ยมจากการประกอบกันระหว่างเวลากับราคา

    อัตราส่วนพื้นฐานของเส้นแกนคือ 1:1 ซึ่งก็คือ 1 หน่วยเวลาต่อ 1 หน่วยราคา นอกจากนี้ยังมี 1/8、2/8、1/3、3/8、4/8、5/8、2/3、6/8、7/8 เป็นต้น เส้น Gann แต่ละเส้นมีมุมทางเรขาคณิตที่สอดคล้องกัน

  • SAR - Stop and Reversal

    SAR เรียกอีกอย่างว่าหยุดขาดทุน (Stop loss) "stop" หมายถึงหยุดการสูญเสีย หยุดความเสียหาย ทำให้ก่อนที่นักลงทุนจะซื้อขายหุ้นตัวหนึ่งต้องตั้งราคาโพสิชั่น Stop loss เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน และราคาโพสิชั่น Stop loss นี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเสมอไป ทั้งนี้โพสิชั่นของราคาหยุดขาดทุนจะขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาหุ้น วิธีการควบคุมความเสี่ยงใดๆที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งไม่พลาดโอกาสที่จะได้กำไรมากขึ้น เป็นเป้าหมายที่นักลงทุนทุกคนแสวงหา แต่เนื่องจากตลาดหุ้นไม่สามารถคาดเดาได้ หุ้นที่แตกต่างกันต่างมีแนวโน้มที่ไม่เหมือนกันในแต่ละช่วงเวลา หากตั้งราคาหยุดขาดทุนไว้สูงเกินไป เป็นไปได้ว่าหุ้นจะถูกขายตามการปรับตัวของราคาที่ตกลง และหุ้นขายไปก็แกว่งขึ้นรอบใหม่ ทำให้พลาดโอกาสที่จะได้กำไรมหาศาล ในทางกลับกันหากตั้งราคาหยุดขาดทุนไว้ต่ำเกินไป ไม่ได้ใช้ในการควบคุมความเสี่ยง ดังนั้นการตั้งจุดหยุดขาดทุนที่แม่นยำ เป็นจุดประสงค์ของทุกๆทฤษฎีการวิเคราะห์ทางเทคนิคและตัวชี้วัดต่าง ตัวบ่งชี้ SAR มีคุณลักษณะเฉพาะในเรื่องนี้

    "Reverse" หมายถึงการกลับตัว หรือการทำงานแบบย้อนกลับ ทำให้นักลงทุนต้องตั้งค่าหยุดขาดทุนก่อนจะตัดสินใจลงทุน เมื่อราคามาถึงจุดหยุดขาดทุนที่ตั้งไว้ นักลงทุนไม่เพียงแต่จะต้องปิดพอร์ตในช่วงก่อนหน้าเท่านั้น แต่ยังสามารถดำเนินการซื้อขายในช่วงเวลาสั้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ไปพร้อมๆกับปิดโพสิชั่นได้ ทำให้ได้กำไรมากที่สุด วิธีนี้สามารถดำเนินการได้ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีกลไกการขายระยะสั้น ในปัจจุบันตลาดในประเทศจีนไม่ได้รับอนุญาตให้มีการซื้อขายระยะสั้น ดังนั้นนักลงทุนส่วนใหญ่จะใช้วิธีการสองวิธี วิธีแรกคือเมื่อราคาหุ้นตกลงมาจนถึงจุดขาดทุนให้หยุดรอดูสถานการณ์ ประการที่สองเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากแรงกดดันด้านราคาหุ้นที่ระบุโดยตัวบ่งชี้ SAR ให้ซื้อหุ้นหรือถือหุ้นเพิ่มขึ้นทันที

  • ตัวชี้วัด RATE OF CHANGE ROC

    RATE OF CHANGE ROC, ROC คือตัวชี้วัดที่แสดงราคาหุ้นในวันนี้เปรียบเทียบกับราคาหุ้นเมื่อ x วันที่ผ่านมา ความเร็วในการเปลี่ยนมากหรือน้อยนั้นสะท้อนถึงระดับความเร็วของการเปลี่ยนแปลงในตลาดหุ้น ในหนังสือส่วนใหญ่มักให้ ROC เป็นตัวชี้วัดความเร็วในการเปลี่ยนแปลง ตัวชี้วัดอัตราการเปลี่ยนแปลง หากแปลตรงตัวตามภาษาอังกฤษก็คืออัตราการเปลี่ยนแปลง

    1) ROC แสดงถึงความเร็วมากน้อยของราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นหรือตกลง
    หากมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเป็นค่าบวก และค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั่นหมายความว่าเทรนด์หรือแนวโน้มนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ หาก ROC เริ่มราบเรียบนั่นหมายความว่าการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในปัจจุบันใกล้เคียงกับราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน แม้ว่าแนวโน้มจะยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆแต่ความเร็วลดลงแล้ว หาก ROC เริ่มลดลง ถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะยังเพิ่มขึ้นอยู่ แต่ความพยายามในการเพิ่มขึ้นลดลงแล้ว หาก ROC ขยายตัวจนต่ำกว่า 0 เมื่อไหร่ เทรนด์หรือแนวโน้มที่ลดลงเมื่อเวลาไม่นานมานี้จะเริ่มปรากฏให้เห็น ROC ยังคงลดลงเรื่อยๆตามลำดับ แสดงว่าแนวโน้มลดลงค่อยๆเพิ่มขึ้น ROC แสดงความแตกต่างของราคาหุ้นระหว่างสองช่วงเวลาคือช่วงเวลาซื้อขายระยะสั้น-ยาวกับช่วงเวลาที่แน่นอน เมื่อ ROC ขึ้น นั่นหมายถึงราคาหุ้นได้ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาหุ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ROC ราบเรียบ หมายถึงราคาหุ้นวันนี้เพิ่มขึ้นเหมือนเมื่อไม่กี่วันก่อน ROC ลดลง คือราคาหุ้นตกลงแล้วจากไม่กี่วันที่ผ่านมา ROC เป็นดัชนีเช่นนี้ แสดงการเร่งและการชะลอตัวของแนวโน้มราคาหุ้นในวันนี้ สำหรับแนวโน้มที่ลดลงกับ ROC ลดลง และมีค่าเป็นลบ ก็สามารถอธิบายได้ในทำนองเดียวกัน

    2)การเปลี่ยนแปลงของ ROC เกินกว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น
    เนื่องจากคุณสมบัติทางโครงสร้างของ ROC ทำให้การเปลี่ยนแปลงของ ROC จะนำหน้าไปก่อนการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น เปรียบเทียบราคาสูงขึ้นหรือตกลงล่วงหน้าไม่กี่วัน เมื่อราคาหุ้นยังคงสูงขึ้น ROC อาจจะราบเรียบ และเมื่อราคาหุ้นราบเรียบ ROC อาจจะตกลงได้ ตรงนี้ก็เป็นการเบี่ยงเบนตามพื้นฐานความคิด

    3)การเปลี่ยนแปลงของ ROC มีขอบเขตที่แน่นอน
    ROC สามารถเป็นได้ทั้งบวกและลบ มากหรือน้อย แต่ว่าพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงของ ROC มีขอบเขตอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราสามารถหาจำนวนที่เป็นบวกและเป็นลบ ให้ส่วนใหญ่ของเส้นตกไปอยู่ในขอบเขตของตัวเลขสองตัวนี้ ก็จะน้อยกว่าตัวเลขที่เป็นบวกนี้ และมากกว่าตัวเลขที่เป็นลบนั้น ด้วยวิธีนี้จึงเหมือนการเพิ่มขอบเขตด้านบนและด้านล่างให้กับ ROC พื้นที่ทั้งสองนี้จะมีประโยชน์ต่อเราอย่างมากในการคาดการณ์ความเร็วในการเพิ่มขึ้นหรือความลึกที่ตกลงของราคาหุ้น เราสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทั้งสองนี้เพื่อกลับตัวการทำงานและคำนวณออกมาว่ามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นหรือลงในอนาคต

  • ทำไมต้องระบบเซิร์ฟเวอร์ DC

    เหตุที่ต้องใช้ระบบเซิร์ฟเวอร์ DC เพราะการส่งคำสั่งเทรดระหว่างประเทศมีระยะทางค่อนข้างไกล โดยปกติเวลาในการส่งผ่านคำสั่งโดยตรงจาก MT4 ไปยังเซิร์ฟเวอร์หลักนั้นจะใช้เวลาอยู่ที่ 300มิลลิวินาที และ STP ส่งไปยัง ECN จะใช้เวลาประมาณ 4-5 มิลลิวินาที ด้วยเหตุนี้อาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าหรือหลุดออกจากระบบเซิร์ฟเวอร์และยังรวมไปถึงการหลุดหายจากคำสั่งซื้อ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่แย่ต่อผู้เทรด

  • ส่วนประกอบของโครงสร้างของระบบเซิร์ฟเวอร์ DC

    ตัวอย่างเช่น OriginECN ได้สร้างศูนย์ข้อมูลหรือระบบเซิร์ฟเวอร์ DC จากเมืองฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศสิงคโปร์ เป็นเซิร์ฟเวอร์ตัวกลางเพื่อเร่งความเร็วในการส่งต่อข้อมูล โดยเฉลี่ยแล้วจะช่วยลดความเร็วประมาณ 50-70 มิลลิวินาที เมื่อคำสั่งเทรดถูกส่งออกจากแฟลตฟอร์ม MT4 จะถูกส่งผ่านไปยังระบบเซิร์ฟเวอร์ DC เพื่อเพิ่มความเร็วในการส่งคำสั่งไปยังเซิร์ฟเวอร์หลัก MT4 ซึ่งสามารถลดความล่าช้าอย่างมากอีกทั้งยังแก้ไขการหยุดออกจากระบบหรือคำสั่งซื้อหลุดหายระหว่างการส่งผ่านข้อมูล

  • ความล่าช้าของเซิร์ฟเวอร์

    ลูกค้าจำนวนมากใช้ความล่าช้าของเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ทางมุมขวาด้านล่างของเทอร์มินอลแพลตฟอร์มมาพิจารณาช่วงเวลาเพื่อทำรายการคำสั่งการเทรด โดยทางมุมขวาด้านล่างของแพลตฟอร์ม MT4 จะแสดงระยะเวลาที่ส่งคำสั่งการเทรดจากแพลตฟอร์ม MT4 ไปยังเซิร์ฟเวอร์หลัก ปัจจุบันระบบ ECN มีศูนย์ระบบบริการจับคู่หลักอยู่ 3 แห่งได้แก่ เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร และเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยธนาคารหลักที่เสนอราคาจะอยู่ที่ 3 ประเทศดังกล่าว ซึ่งในปัจจุบันนี้ LP จำนวนมากใช้เซิร์ฟเวอร์ของเมืองนิวยอร์กและเมืองลอนดอน โดยสมมติว่าเซิร์ฟเวอร์หลักของแพลตฟอร์มล่าช้าไป 50-70 มิลลิวินาที เซิร์ฟเวอร์ทั่วไปของแพลตฟอร์มตั้งอยู่ในประเทศจีนหรือบริเวณรอบๆประเทศจีน ในกระบวนการส่งคำสั่งการเทรด หากเซิร์ฟเวอร์หลักของแพลตฟอร์มอยู่ภายในประเทศหรือบริเวณรอบๆประเทศ ระยะเวลาของเซิร์ฟเวอร์หลักจะไปยังเทคโนโลยี STP Bridge โดยระยะเวลาจะนานขึ้นเพื่อความเสถียรของระบบ ดังนั้นระยะเวลาในการทำรายการคำสั่งการเทรดของลูกค้าจึงไม่เปลี่ยนแปลง และแน่นอนว่าตำแหน่งที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน สมมติเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่เมืองฮ่องกง เมื่อลูกค้าเข้าสู่ระบบ เปิดหรือปิดโพสิชั่นความเร็วจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ข้อเสียคือไม่สามารถระบุได้โดยตรงว่าคำสั่งการเทรดได้ผ่านกระบวนการจัดการคำสั่งหรือไม่ ในทางตรงกันข้ามหากเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่เมืองนิวยอร์กหรือเมืองลอนดอน ระยะเวลาที่ลูกค้าเข้าสู่ระบบ หรือเปิดปิดโพสิชั่นจะค่อนข้างช้า แต่การส่งข้อมูลจาก LP มายังแพลตฟอร์มค่อนข้างดี แน่นอนว่าความล้าช้าของเซิร์ฟเวอร์สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยระบบ VPS

OriginECN APP

ครอบคลุมการบริการ ดำเนินการเทรดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ดาวน์โหลดทันที่